โรงเรียนธัญญาพัฒนวิทย์ เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา เเละเรียนรู้ทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อหลวง

เมื่อวันที่ 20  ก.ค.  คณะครูโรงเรียนธัญญาพัฒนวิทย์ได้นำนักเรียนเข้าร่วมโครงการกับศูนย์การเรียนรู้ชุมชน  เพื่อศึกษา เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ความพอประมาณ ซึ่งทำให้นักเรียนได้รับทั้งความรู้ความสนุกสนาน  เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ปฏิบัติเเละได้ฝึกประสบการณ์จากนอกห้องเรียน

 

 

 

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริที่แท้จริงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 หมายถึงอะไร วันนี้เราจะมาย้อนทำความรู้จักแนวคิดนี้กันอีกสักครั้ง 

แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นหูเพราะเคยได้เรียนรู้และเคยได้ยินกันบ่อย ๆ แต่กลับมีน้อยคนนักที่จะเข้าใจหลักปรัชญาและการใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแบบอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริไว้ ฉะนั้นวันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะมารำลึกถึงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ตามคำที่พ่อเคยสอนเราไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน…

เศรษฐกิจพอเพียง คืออะไร

เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางสายกลาง ความไม่ประมาท ไม่ฟุ่มเฟือย คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ตลอดจนการใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต โดยมีใจความสำคัญคือสติ ปัญญา และความเพียร ซึ่งเป็นบันไดสู่ความสุขในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ดังนี้

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…”(18 กรกฎาคม 2517)

“…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” (4 ธันวาคม 2517)

จากพระบรมราโชวาทนี้จะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเห็นว่าการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงทรงเน้นให้สร้างความพอมีพอกินในประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน และเมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงค่อยสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นเป็นลำดับถัดไป

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริที่แท้จริงเป็นอย่างไร

จริง ๆ แล้วปรัชญาพอเพียงเป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับของรัฐที่ซึ่งจะนำมาใช้ในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง และในขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม

ทั้งนี้หากจะกล่าวถึงปรัชญาเศรษฐกิจให้เข้าใจง่ายขึ้นมาอีกนิดก็อาจจะอธิบายได้ว่า เศรษฐกิจพอเพียง มีหัวใจหลักคือการพอในความต้องการ ดังพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2541 ความว่า

 พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2541

“…คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทําอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข…”

“…ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็หมายความอีกอย่างของเศรษฐกิจ หรือระบบพอเพียง…พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง…”

พระองค์ทรงเป็นต้นแบบของปรัชญาแห่งความพอเพียงอย่างแท้จริง ทรงมีพระราชจริยวัตรที่เกี่ยวข้องกับความประหยัดและพอเพียงมากมาย อาทิ

– เผยพระกระยาหารโปรด ในหลวง ร.9 สุดแสนธรรมดา พ่อแห่งความพอเพียง
– ข้าวผัดไข่ 1 จาน ของในหลวง ต้นแบบปรัชญาพอเพียง เรื่องเล่าจาก ดร.สุเมธ
– เปิดเรื่องเล่าสุดประทับใจ ฉลองพระบาทของ ในหลวง ร.9…ที่ซ่อมไม่ได้อีกต่อไป

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียงมีอะไรบ้าง

ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ดังนี้

ห่วง 1 คือ ความพอประมาณ 

หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

ห่วง 2 คือ ความมีเหตุผล

หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ

ห่วง 3 คือ ภูมิคุ้มกัน 

หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

          ทั้งนี้นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว ยังมีเงื่อนไขของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงอีก 2 ประการ ดังนี้

1. เงื่อนไขความรู้

อันประกอบไปด้วยความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ

2. เงื่อนไขคุณธรรม

อันประกอบไปด้วยความตระหนักในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทน ความเพียร และการใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องเสริมสร้าง

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ต้องทำอย่างไร

แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอันเกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับสภาพสังคมของประเทศชาติ และวิถีชีวิตของประชาชนไทย ซึ่งเราสามารถนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติได้ตามนี้

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

1. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต
2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต
3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง
4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ
5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา

   จะเห็นได้ว่าหลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงสามารถสร้างความสุขที่ยั่งยืนได้หากทุกคนทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะได้รับการเชิดชูจากองค์การสหประชาชาติว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ อีกทั้งยังสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย

จิตสาธารณะมีความสำคัญอย่างไร?

การที่มนุษย์ในสังคมจะแสดงออกซึ่งการมีจิตสาธารณะนั้นเป็นเรื่องที่ยาก หากไม่ได้รับการเลี้ยงดูมาแบบส่งเสริมหรือเอื้อต่อการเกิดพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ สังคมก็จะเป็นไปแบบเห็นแก่ตัว คือ ตัวใครตัวมัน ไม่สนใจสังคมรอบข้างคิดแต่ประโยชน์แห่งตนเท่านั้น ชุมชนอ่อนแอ ขาดการพัฒนา เพราะต่างคนต่างอยู่ สภาพชุมชนมีสภาพเช่นไรก็ยังคงเช่นนั้น ไม่เกิดการพัฒนา และยิ่งนานไปก็มีแต่เสื่อมทรุดลง อาชญากรรมในชุมชนอยู่ในระดับสูง ขาดศูนย์รวมจิตใจ ขาดผู้นำที่นำไปสู่การแก้ปัญหา เพราะคนในชุมชนมองปัญหาของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ ขาดคนอาสานำการพัฒนา เพราะกลัวเสียทรัพย์ กลัวเสียเวลา หรือกลัวเป็นที่ครหาจากบุคคลอื่น ดังนั้น การศึกษาแนวทางและความสำคัญของการมีจิตสาธารณะเพื่อให้เกิดในจิตสำนึกของเด็กและเยาวชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรกระทำ เพื่อสังคมที่น่าอยู่ต่อไป ทั้งนี้เพราะเด็กช่วงแรกเกิดจนถึงก่อน 10 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กมีความไวต่อการรับการปลูกฝัง และส่งเสริมจริยธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเด็กยังเป็น “ไม้อ่อนที่ดัดง่าย” ฉะนั้นการปฏิบัติต่อเด็กอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการด้านสังคมและด้านจิตใจของเด็กจะเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ก่อให้เกิดความเข้มแข็งของสังคม จะส่งผลให้ การเมือง เศรษฐกิจ ศีลธรรมในสังคมนั้นดีขึ้น

เด็กที่มีจิตสาธารณะมีลักษณะอย่างไร?

เด็กที่มีจิตสาธารณะจะมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึง ความรับผิดชอบต่อสาธารณสมบัติด้วยการเอาใจใส่ดูแลเป็นธุระ และเข้าร่วมในเรื่องส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของกลุ่ม โดยหลีกเลี่ยงการใช้หรือกระทำที่ทำให้เกิดการชำรุดเสียหายต่อของส่วนรวม การถือเป็นหน้าที่ที่จะมีส่วนร่วมในการดูแล การเคารพสิทธิในการใช้สาธารณสมบัติของผู้อื่น มุ่งปฏิบัติเพื่อส่วน รวมในการดูแลรักษาของส่วนรวม เช่น การทำตามหน้าที่ที่กำหนดการดูแลความสงบเรียบร้อย การรักษาสาธารณสมบัติ รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น มีส่วนร่วมในการหาแนวทางป้องกันแก้ไข รวมไปถึงการรับอาสาทำบางอย่างเพื่อส่วนรวม เคารพสิทธิของผู้อื่นในการใช้ของส่วนรวม ไม่ปิดกั้นในการใช้ของบุคคลอื่น มีการแบ่งปันหรือเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ของส่วน รวม ไม่ยึดครองของส่วนรวมมาเป็นของตนเอง ซึ่งสังเกตได้ ดังนี้

  • คิดในทางบวก (Positive thinking) คือ คิดในทางที่ดีต่อคนอื่น
  • มีส่วนร่วม (Participation) คือ การมีส่วนร่วมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เกื้อกูล เป็นธรรมชาติ
  • ทำตัวเป็นประโยชน์ (Useful) คือ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสาธารณะ ต่อสังคม ไม่นิ่งดูดาย อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะแม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำ
  • ไม่เห็นแก่ตัว (Unselfish) คือ การฝึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน แบ่งปันของเล่น ของใช้ให้เพื่อน รู้จักให้ทาน
  • มีความเข้าใจ (Understand) คือ เข้าใจผู้อื่น (Empathy) ไม่ทับถมผู้อื่น ไม่ซ้ำเติมผู้อื่น
  • มีใจกว้าง (Broad Mind) คือ มีจิตที่กว้างใหญ่ เปิดกว้าง ไม่คับแคบ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รับฟังข้อมูล แสวง หาความรู้ใหม่อยู่เสมอ
  • มีความรัก (Love) คือ รักเพื่อน รักผู้อื่น เมตตาต่อสัตว์ และพืช
  • มีการสื่อสารที่ดี (Communication) คือ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เล่น และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

เด็กจะได้ประโยชน์อะไรจากการมีจิตสาธารณะ?

การที่เด็กๆมีพฤติกรรมที่แสดงออกเป็น จิตสาธารณะ แล้วนั้น จะส่งผลที่ดีต่อตนเองได้ดังนี้

  • เป็นเด็กที่มีความคิดในทางที่ดีต่อคนอื่น และมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น
  • เป็นคนที่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ง่ายอย่างเป็นที่รักใคร่ของคนรอบข้าง และมักจะได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลรอบข้างเมื่อตนเองเดือดร้อน
  • ทำตัวเป็นประโยชน์ เป็นที่ต้องการของสังคม
  • ไม่เห็นแก่ตัว ได้รับการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากคนรอบข้าง
  • มีความเข้าใจผู้อื่นได้ง่าย ไม่ทับถมผู้อื่น ไม่ซ้ำเติมผู้อื่น
  • เป็นคนที่มีเหตุผล ไม่เอาแต่ใจตนเอง เห็นใจในความทุกข์ของผู้อื่น
  • จะได้รับความรัก ความเมตตา กรุณา จากผู้อื่น
  • มักจะได้รับการแบ่งปันจากผู้อื่นรอบข้าง
  • มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น สามารถทำงานกับผู้อื่นได้ทุกสถานการณ์ อย่างมีความสุข

พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีจิตสาธารณะได้อย่างไร?

จิตสาธารณะเป็นสิ่งที่เกิดจากการฝึกอบรมตั้งแต่วัยเด็ก และจะพัฒนาไปเรื่อยๆจนถึงวัยรุ่น และจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ จึงต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก คอยแนะนำส่งเสริมในสิ่งที่ถูกที่ควร คอยชี้แนะ และปลูกฝังจิตสาธารณะให้แก่เด็ก ดังนี้

  • ฝึกระเบียบวินัย ให้มีความรับผิดชอบตามวัย เปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้ด้านวินัยจากวัฒนธรรม โดยอาศัยการสั่งสอน ฝึกฝน จากบุคคล สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันในสังคม เช่น การข้ามถนนตรงทางม้าลาย หรือสะพานลอย ทิ้งขยะลงถังทุกครั้ง
  • การมีกิจกรรม และใช้สิ่งของร่วมกันในสังคม การพัฒนาจิตสาธารณะให้แก่เด็กในการใช้สิ่งของร่วมกัน ดูแลทรัพย์สมบัติส่วนรวมและมีน้ำใจแบ่งปันสิ่งของให้แก่กันและกัน การปลูกฝังหรือเสริมสร้างไว้ตั้งแต่ในวัยเด็ก เพื่อให้เขาได้รับประสบการณ์ที่เพียงพอเป็นพื้นฐานที่สามารถนำไปพัฒนาตนเอง โดยในการปลูกฝังนั้น ควรให้เด็กได้มีความรู้ความเข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญของจิตสาธารณะ เช่น การใช้ลานกิจกรรมของชุมชน การพาลูกไปสวนสาธารณะ การใช้ห้องสมุดประชาชน
  • ฝึกฝนให้เด็กได้ปฏิบัติจริง เพื่อให้เด็กเกิดการกระทำที่เกี่ยวกับการพัฒนาจิตสาธารณะอย่างแท้จริงจนเกิดเป็นลักษณะนิสัย และควรทำให้เหมาะสมกับวัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามวัย และเกิดการพัฒนาตามลำดับ ซึ่งในการฝึก อบรม ปลูกฝัง หรือพัฒนาจิตสาธารณะให้แก่เด็กนั้น ควรมีครูหรือผู้ใหญ่คอยดูแลชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง เด็กจะได้ยึดเป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เหมาะสม
  • เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก แนวทางในการเสริมสร้างจิตสาธารณะของคนในสังคม จะเกิดขึ้นได้จากการคลุกคลีอยู่กับความถูกต้อง การปลูกฝัง อบรม การฝึกปฏิบัติ การได้เห็นตัวอย่างที่ชวนให้ประทับใจ ปัจจัยเหล่านี้จะค่อยๆโน้มนำใจของเด็กให้เกิดจิตสำนึกที่ถูกต้อง และการสร้างจิตสาธารณะให้เกิดขึ้นจำต้องอาศัยสถาบันทางสังคมหลายส่วนเข้ามาร่วมมือกัน
  • ร่วมมือกับโรงเรียนในการปลูกฝังจิตสาธารณะ สถาบันครอบครัวเป็นพื้นฐานของสังคม ถ้าครอบครัวมีแต่ความคลอนแคลนสังคมก็พลอยคลอนแคลนไปด้วย และเด็กที่เติบโตจากครอบครัวที่คลอนแคลนจะมีจิตสำนึกที่คลาดเคลื่อน การสอนและการอบรมของสถาบันครอบครัวควรดำเนินการให้สอดคล้องประสานไปในจุดหมายเดียวกันกับการสอนการอบรมของสถาบันการศึกษา และสถาบันทางศาสนาเพื่อปูพื้นฐาน หรือฝังรากให้เด็กมีจิตสำนึกที่เป็นสัมมาทิฐิตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อที่เด็กจะได้เป็นกำลังในการสร้างสรรค์สังคมที่มีความร่มเย็นเป็นสุข

เกร็ดความรู้เพื่อครู

แนวทางที่สำคัญในการสร้างจิตสาธารณะที่ควรเน้นการส่งเสริม คือ สร้างวินัยในตนเอง ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคม ยึดหลักธรรมในการดำเนินชีวิต

ศูนย์เรียนรู้ชุมชน เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลข่าวสารความรู้ของชุมชนที่จะนำไปสู่การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้สำหรับประชาชน ในชุมชน เป็นแหล่งเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ การถ่ายทอด การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การสืบทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรม ค่านิยม และเอกลักษณ์ของชุมชน อีกทั้งเป็นแหล่งบริการชุมชนด้านต่าง ๆ เช่น การจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้ ของชุมชน โดยเน้นการกระบวนการเรียนรู้เพื่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก่อให้เกิดชุมชนแห่ง เรียนรู้ และมุ่งการพัฒนาแบบพึ่งตนเอง เป็นศูนย์ฯ ของประชาชน ที่ดำเนินการโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

จากความหมายข้างต้นจะเห็นได้ว่า ศูนย์เรียนรู้ชุมชนในความคาดหวังของกรมการพัฒนาชุมชน ไม่ใช่ศูนย์ฝึกอบรมประจำหมู่บ้านที่รอรับการนัดหมายจากวิทยากรภายนอก แต่จะเป็นสถานที่ที่จะสร้างความผูกพันระหว่างคนในชุมชนกับเรื่องราวของเขาเองเป็นสำคัญ

หลักการสำคัญของศูนย์เรียนรู้ชุมชน

เป็นแหล่งเรียนรู้ทุกด้าน ทุกรูปแบบไม่เน้นการเรียนการสอนในห้องเรียน

เป็นศูนย์กลางที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ ค้นคว้าหาความรู้ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งการพบปะ สังสรรค์ เพื่อสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือในการพัฒนาตนเองและชุมชน

เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน

ภารกิจของศูนย์เรียนรู้ชุมชน

จัดให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ การถ่ายทอด การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ของประชาชนในชุมชน

เป็นศูนย์รวมของข้อมูล เช่น ข้อมูล จปฐ. กชช.2ค.แหล่งน้ำ กลุ่มอาชีพ ฯลฯ รวมทั้งข่าวสาร สาระความรู้ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เท่าทันสถานการณ์โลก

รวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน องค์ความรู้ที่มีอยู่กระจัดกระจายในชุมชน และจัดการให้เป็นหมวดหมู่ มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่ประชาชนสามารถเข้าไปสืบค้นศึกษาและ เรียนรู้ได้ทุกเวลา

เป็นศูนย์กลางในการจัดการความรู้ ที่ดำเนินการโดยประชาชนและเพื่อประชาชน

เป็นศูนย์ประสานและบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน ภาคประชาชน ได้แก่ ผู้นำ กลุ่ม/องค์กร เครือข่าย ภาคเอกชน และภาคีการพัฒนาภาครัฐ

เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน  เป็นสถานที่ที่มีโครงสร้างเป็นอาคาร หรือสถานที่ใด ๆ ก็ได้ ที่มีองค์ความรู้ สามารถให้การเรียนรู้แก่ประชาชนที่ต้องการความรู้ สามารถเข้าถึงได้

 

 

 

Advertisements

Midterm 1/2558

23, 24, 27 ก.ค. 58 สอบกลางภาคนะคะ เตรียมพร้อมหรือยัง

อย่าลืมส่งบันทึก (การอ่าน,ความดี,กิจกรรม,กิจกรรมสาธารณประโยชน์) ให้ครูที่ปรึกษาด้วย ไม่งั้นไม่ได้เข้าสอบนะจะบอกให้…

การสอบเป็นเรื่องจิ๊บๆ ถ้าเราเตรียมตัวให้ดี เลยมีเคล็ดไม่ลับมาฝาก  เอาไปใช้ดูนะ…

10 วิธีเอาตัวรอด04

 1. วางแผนให้ดี
          ทำปฏิทินเกี่ยวกับในช่วงสอบปลายภาคว่า แต่ละวัน จะต้องทำอะไรให้เสร็จบ้าง ลองเขียนวันสอบและเวลา และสถานที่ลงก่อน จากนั้น ก็จัดทำตารางอ่านหนังสือ และลองดูว่า อาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยวันไหน เวลาไหน เพื่อที่คุณจะได้ไปขอคำปรึกษาได้ถูกต้อง หรือหากมีการจัดสอนหรือจัดติวพิเศษในช่วงปลายภาค คุณก็สามารถเข้าไปนั่งฟังหรือนั่งติวเพื่อทบทวนความรู้ได้ด้วย
 2. รู้จักข้อสอบ
          เราน่าจะลองถามอาจารย์ว่า ข้อสอบที่จะออกช่วงปลายภาค จะเป็นแบบอัตนัยหรือปรนัย และใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำข้อสอบให้เสร็จ อนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขได้หรือไม่ เพื่อที่เราจะสามารถเตรียมตัวเตรียมใจได้ถูก เพราะเราคงไม่อยากใช้เครื่องคิดเลขตอนฝึกทำข้อสอบ หากอาจารย์ไม่อนุญาตให้เอาเครื่องคิดเลขเข้าห้องสอบหรอกนะ นอกจากนี้ เราก็ควรถามอาจารย์เกี่ยวกับเนื้อหาโดยทั่วไปที่จะออกข้อสอบ เช่น จะมีข้อสอบเกี่ยวกับบทเรียนเก่า ๆ เยอะไหม หรือมีข้อสอบเกี่ยวกับบทเรียนใหม่ ๆ หรือเปล่า อาจารย์อาจจะไม่บอกว่า มีบทไหนที่จะเน้นเป็นพิเศษ แต่ถ้าเกิดจะถามก็ไม่ผิดอะไร และข้อมูลเหล่านั้น จะช่วยให้เราเจาะข้อสอบได้ตรงประเด็นมากขึ้นนั่นเอง
 3. หลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ
          การอ่านหนังสือทั้งคืน มักจะไม่ได้ผล และการอดนอนจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำข้อสอบลดลง และการอดนอนนั้น ก็เป็นเหมือนการทรมานตัวเองอย่างหนึ่ง การคร่ำเครงอยู่กับหนังสือมมากเกินไป อาจจะทำให้เราสับสน และพอถึงเวลาทำข้อสอบจริง ๆ สิ่งที่อ่านมาก็จะใช้ไม่ได้ ดังนั้น ลองวางแผนว่าจะอ่านอะไรบ้างทั้งวัน และเราจะได้อ่านได้ตรงประเด็น จากนั้น ก็ค่อยเข้านอนแต่หัวค่ำ แล้วพอตื่นมา เราก็มีเวลาเหลือเฟือที่จะชาร์จพลัง เพื่อเตรียมตัวไปสอบอย่างสดชื่น
 4. อย่าไขว้เขวกับเรื่องอื่น ๆ
          ถ้าเราไม่มีสมาธิอ่านหนังสือในหอพัก ก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปอ่านที่ห้องสมุดดูสิ ปิดเสียงโทรศัพท์ในกรณีที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการช่วยอ่านหนังสือ และข้อเสียของเราคือการเข้าเว็บไซต์ดูนั่นนี่  ก็ลองหาโปรแกรม SelfControl โปรแกรมที่จะมาบล็อกเราไม่ให้เข้าเว็บไซต์ที่เราเข้าประจำ เป็นระยะเวลาหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมต่าง ๆ มากมาย ที่เราสามารถดาวน์โหลดมา และช่วยให้เรามีสมาธิกับการอ่านหนังสือมากขึ้นได้ด้วย
 5. ทดสอบตัวเอง
          ปกติเราเองจะรู้สึกวิตกกังวลกับการสอบหรือเปล่า ดังนั้น ลองฝึกทำข้อสอบล่วงหน้าดูสิ หากอาจารย์บอกแนวทางข้อสอบหรือมีแบบฝึกหัดให้ทำ ก็อย่าลืมเก็บแบบฝึกหัดนั้นมาลองทำนอกเวลาเพื่อดูว่า เราเข้าใจเนื้อหามากน้อยแค่ไหน หรือไม่อย่างนั้น ก็ลองคิดคำถามที่เป็นประเด็นสำคัญ ๆ ในแต่ละบท แล้วตอบคำถามนั้นด้วยตัวเอง หากเราสามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้โดยที่ไม่ต้องเปิดโน้ตดูคำตอบ แสดงว่าเรามีโอกาสทำข้อสอบได้ และอีกหนึ่งวิธีที่จะทดสอบตัวเองคือ เขียนคำถามลงกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แล้วให้เพื่อนเป็นคนถามคำถามนั้น
 6. หาความช่วยเหลือ
          ไม่ต้องกลัว หากต้องไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์หรือติวเตอร์ที่โรงเรียน พวกเขาพร้อมจะช่วยเราให้เข้าใจบทเรียนมากยิ่งขึ้น และเราสามารถเข้าใจบทเรียนได้มากขึ้น หากเรากล้าที่จะเดินเข้าไปถาม และนอกเหนือจากความช่วยเหลือจากภายนอกแล้ว หากเราไม่เข้าใจเนื้อหาที่สอนในห้องเรียน ก็ให้ยกมือถามอาจารย์เพื่อให้ท่านอธิบายช้า ๆ
 7. พักผ่อนเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง
          การอ่านหนังสือตลอดเวลา อาจทำให้เรารู้สึกเครียดและกดดันโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ลองให้เวลาตัวเองเพื่อสงบจิตสงบใจ จะได้ไม่รู้สึกเครียดจนเกินไป หากเรารู้สึกว่า เรากำลังอ่านประโยคเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา แต่ไม่เข้าใจซักที ก็ลองออกไปเดินเล่นซัก 5 นาที หาของกิน แล้วค่อยมาเริ่มต้นกันใหม่ นอกจากนี้ เราอาจทำอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้วิตกกังวลถึงเรื่องการสอบมากเกินไป อาจจะเป็นการดูโทรทัศน์ หรือไปออกกำลังกายที่ยิมเพื่อให้สมองปลอดโปร่ง แต่เราต้องกลับมาอ่านหนังสือเหมือนเดิมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การพักผ่อนระหว่างช่วงสอบนั้น ไม่ได้หมายความว่า เราใช้เวลาอ่านหนังสือ 15 นาที แล้วใช้เวลาดูยูทูบเป็นชั่วโมงหรอกนะ
 8. ใจเย็นตอนที่กำลังสอบ
          มีกฎอยู่ 2-3 ข้อเพื่อการทำข้อสอบให้ดี และข้อที่สำคัญที่สุดคือ การอ่านคำสั่งให้ถี่ถ้วนและอ่านคำถามให้เข้าใจก่อนที่จะตอบข้อสอบ ลองขีดเส้นใต้ตรงส่วนที่สำคัญ เพราะคำถามหลอก ๆ ยาวยืด ย่อมทำให้เราหลงกลและตอบไม่ตรงประเด็น หากทำข้อสอบข้อใดไม่ได้ ก็ให้ข้ามไปก่อน แล้วค่อยกลับมาทำใหม่หลังจากที่ตอบคำถามข้ออื่น ๆ เสร็จแล้ว  เพราะบางครั้ง คำถามที่อยู่หลัง ๆ อาจช่วยทำให้เรานึกคำตอบของคำถามก่อนหน้านี้ออกก็ได้  และหากทำข้อสอบเสร็จแล้ว แต่ยังพอมีเวลาอยู่ ลองตรวจกระดาษคำตอบอีกครั้ง เพื่อที่เราจะได้แน่ใจว่า ไม่กาคำตอบผิดข้อ และตอบคำถามครบทุกข้อ และอย่าลืมเขียนชื่อตัวเองลงในกระดาษคำตอบด้วย
 9. อ่านหนังสือให้หนัก จากนั้นก็เที่ยวให้หนักเหมือนกัน
          เราอาจจะรู้สึกว่า การไปปาร์ตี้กับเพื่อนหลังจากที่สอบเสร็จแล้ว เป็นอะไรที่น่าสนุกตื่นเต้นเหลือเกิน แต่หากเรายังคงต้องสอบในวันอื่น ๆ อีก การออกไปเที่ยวคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ๆ ความเครียดมาผสมกับความเหนื่อยล้า และการสอบนั้นมีผลต่อเกรดอย่างสูง สุดท้าย เราอาจต้องมาเศร้าตอนที่เกรดออกก็เป็นได้  ดังนั้น ทันทีที่เราสอบเสร็จสิ้นเรียบร้อย ก็ให้ลืมเรื่องการสอบไป เพราะเรากลับไปแก้ไขอะไรในคำตอบไม่ได้ จากนั้น ค่อยไปสนุกกับงานปาร์ตี้ให้สุดเหวี่ยงไปเลย
 10. ปิดเฟซบุ๊กซะ
แน่นอนว่า… ต้องมีหลายคนที่เมื่อเตรียมสถานที่อ่านหนังสือพร้อม คนพร้อม หนังสือพร้อม และก็อดไม่ได้ที่แชะรูปหรืออัพสเตตัสลงเฟซบุ๊กเก๋ๆ เช่นว่า “ตายแน่ ยัังอ่านไม่ถึงไหนเลย งุงิ” หรือ “สู้โว้ย จะลุยล่ะนะ คืนนี้ยังอีกยาวไกล” และหลังจากนั้น ทุกๆ 2 นาที ก็อดไม่ได้ที่จะคอยเช็กว่าจะมีเพื่อนมาไลค์หรือคอมเมนท์อะไรบ้าง อิอิ ทางที่ดี… เล่นเฟซบุ๊กให้เป็นเวลา เล่นคือเล่น เวลาอ่านหนังสือก็ตั้งใจอ่านหนังสือดีกว่านะจ๊ะ ^^

แนะนำโรงเรียน

โรง เรียนธัญญาพัฒนวิทย์ตั้งอยู่เลขที่ 170  หมู่ 1  บ้านแก  ตำบลธัญญา  อำเภอกมลาไสย  จังหวัดกาฬสินธุ์  รหัสไปรษณีย์ 46130 Tel:043-830296

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24   สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการ

นายวรุตม์ เขจรสัตย์ ผู้อำนวยการโรงเรียน

อัตลักษณ์  “คุณธรรมนำความรู้ อยู่อย่างพอเพียง”

เอกลักษณ์  “ร่มรื่นภูมิทัศน์”

วิสัยทัศน์

เป็น โรงเรียนที่จัดและส่งเสริม  สนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง  พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรม จริยธรรม ใฝ่เรียนรู้สู่มาตรฐานสากล  ภายใต้บรรยากาศ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  และดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  ภายในปี 2558

ปรัชญา                :  การศึกษาพัฒนาคน-พัฒนาชาติ

คติพจน์                :  มุ่งมั่นการศึกษา  พัฒนาคุณธรรม  น้อมนำวินัย  ใส่ใจสังคม

คำขวัญ                 :  คุณธรรมนำหน้า  วิชาการเป็นเลิศ  วินัยเป็นยอด

สีประจำโรงเรียน  :  ฟ้า – เหลือง

  • สีฟ้า         หมายถึง    ความก้าวไกลแห่งโลกวิชาการที่นักเรียนต้องก้าวไปถึง
  • สีเหลือง            หมายถึง            ความมีคุณธรรมและจริยธรรม

ตราสัญลักษณ์      :

  • รวงข้าว            หมายถึง  ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ
  • หนังสือ            หมายถึง  ศูนย์ความรู้
  • เทียนจุดสว่าง  หมายถึง  แสงสว่างทางปัญญา